‘’ค่าธรรมเนียมการโอนและภาษี’’ ได้ถูกกำหนดขึ้นตามประมวลกฎหมายที่ดินโดยจะถูกเรียกเก็บเมื่อมีการจดทะเบียนนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ โดยพนักงานเจ้าหน้าจะดำเนินการนำส่งเป็นรายได้ให้รัฐ หรือ ในทางทั่วไปแล้วค่าธรรมเนียมฯ และภาษีดังกล่าวจะเข้ามามีบทบาทกับการซื้อ – ขายที่ดิน, บ้าน, ห้องชุด และ อสังหาริมทรัพย์ประเภทต่างๆ ดังนั้นทั้งฝั่งผู้ซื้อ และ ฝั่งผู้ขายไม่ควรมองข้ามและควรจะทราบรายละเอียดซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นอย่างมาก
ค่าใช้จ่ายฯ ในการซื้อ – ขาย อสังหาริมทรัพย์ ณ สำนักงานที่ดิน ประกอบไปด้วย 5 ประเภทดังต่อไปนี้
⭕️ 1. ค่าธรรมเนียมการโอน (2%)
ภายหลังที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เรียบร้อยผู้ซื้อ หรือ ผู้ขายจะต้องชำระค่าธรรมเนียมในอัตราร้อยละ 2 ของราคาประเมิน หรือ ราคาซื้อขาย โดยจะคิดจากราคาที่สูงกว่า ผู้ที่จะชำระขึ้นอยู่กับการตกลงระหว่าง 2 ฝ่าย และในทางที่ดีและป้องกันปัญหาที่เกิดขึ้นในภายหลังควรระบุไว้ในสัญญาจะซื้อจะขายเพื่อให้ทราบล่วงหน้า ทั้งนี้ในกรณีที่ไม่ได้ระบุไว้ในสัญญาฯ โดยทั่วไปผู้ซื้อและผู้ขายมักจะแบ่งชำระค่าธรรมเนียมคนละครึ่ง หรือ ร้อยละ 1
⭕️ 2. ค่าอากรแสตมป์ (0.5%)
ในส่วนค่าอากรฯ ผู้ขายจะเป็นฝ่ายชำระในขั้นตอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในอัตราร้อยละ 0.5 ของราคาประเมิน หรือ ราคาซื้อขาย โดยจะคิดจากราคาที่สูงกว่า (ในกรณีเสียภาษีธุรกิจเฉพาะแล้วจะได้รับข้อยกเว้นค่าอากรฯ)
⭕️ 3. ภาษีธุรกิจเฉพาะ (3.3%)
ในกรณีที่ผู้ขายครอบครองอสังหาริมทรัพย์ระยะเวลาน้อยกว่า 5 ปี จะต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะในอัตราร้อยละ 3.3 ของราคาประเมิน หรือ ราคาซื้อขาย โดยจะคิดจากราคาที่สูงกว่า (ทั้งนี้การที่จะได้รับยกเว้นในกรณีที่ผู้ขายครอบครองอสังหาริมทรัพย์มากกว่า 5 ปี หรือ มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านมากกว่า 1 ปีขึ้นไปซึ่งนับย้อนหลังไปจากวันที่ขาย)
⭕️ 4. ค่าจดจำนอง (1%)
กรณีผู้ซื้อขอสินเชื่อกับสถาบันการเงินซึ่งได้รับอนุมัติสินเชื่อจะต้องชำระค่าจดจำนองในอัตราร้อยละ 1 ของวงเงินที่ได้รับอนุมัติ โดยชำระให้กับสถาบันฯ
⭕️ 5. ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย แบ่งเป็น 2 ประเภทได้แก่ บุคคลธรรมดา และ นิติบุคคล
ผู้ขายเป็นผู้รับผิดชอบในการเสียภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย เนื่องจากการ ซื้อ – ขาย อสังหาริมทรัพย์ถือว่าทำให้เกิดรายได้ จึงถูกนำมาคำนวณภาษีเงินได้ฯ ซึ่งจะพิจารณาจากราคาประเมินอสังหาริมทรัพย์และจำนวนปีที่ถือครองทรัพย์
โดยหลักเกณฑ์การคำนวณให้นำราคาประเมิน * อัตราร้อยละเงินได้ที่ปรากฏ ณ ปีที่ถือครองจริงแล้วจึงนำมาหารเฉลี่ยตามจำนวนปีที่ถือครองจริง เพื่อจะได้จำนวนเงินที่จะนำไปคำนวณภาษีเงินได้ที่ต้องชำระต่อปี ทั้งนี้เมื่อได้จำนวนดังกล่าวให้นำไปคำนวณภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากรแบบขั้นบันใดต่อไป
📍 ตรวจสอบรายอัตราร้อยละของเงินได้ตามจำนวนปีที่ครอบครองได้ที่ – http://bit.ly/2HYPWpB
ในกรณีที่ผู้ขายเป็นนิติบุคคลให้คำนวณโดยคิดอัตราร้อยละ 1 ของราคาประเมิน หรือ ราคาซื้อขาย โดยจะคิดจากราคาที่สูงกว่า จะแตกต่างจากการคำนวณของบุคคลธรรมดา